ความเชื่อเรื่องการนำเสนอ

water-dropsaความเชื่อเรื่องการนำเสนอ
presentation

        เมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งบอกผมว่า กำลังเตรียมตัวสอบโครงงานทางวิศวกรรมซึ่งนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ปีสี่ทุกคนจะต้องสอบ เขาจะนำรูปภาพและคำพูดของดาราคนหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงงานวิศวกรรมใส่ในสไลด์นำเสนอ เขาจึงถามผมว่า การนำภาพดาราไปใส่ในสไลด์เหมาะสมกับการนำเสนอทางวิชาการหรือไม่

      ผมตอบว่า ตราบใดที่คำพูดของดาราคนนั้นเกี่ยวข้องกับโครงงานทางวิศวกรรมของเขา ไม่ได้ออกนอกเรื่องหรือนอกประเด็น ก็สามารถใส่ในสไลด์ได้ครับ การนำเสนอทางวิชาการไม่จำเป็นต้องแห้งแล้ง น่าเบื่อหน่าย มีแต่กราฟ ตัวเลข สมการ ตัวอักษรเพียงอย่างเดียว เราควรเติมชีวิตชีวาและความคิดสร้างสรรค์ในงานนำเสนอของเราด้วยเสมอ

ผมจึงเกิดความคิดว่า มีความเชื่อที่ยังไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนำเสนออีกหลายเรื่อง เราลองมาพิจารณาความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการนำเสนอที่พบกันบ่อย ๆ ครับ

ความเชื่อข้อแรกคือเราควรปิดไฟในห้องระหว่างที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้ชมเห็นสไลด์ได้อย่างชัดเจน ความเชื่อข้อนี้เกิดจากโปรเจคเตอร์หรือเครื่องฉายสไลด์ยุคก่อนยังมีความสว่างไม่พอ เราจึงต้องปิดไฟเพื่อให้เห็นสไลด์ได้อย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีของโปรเจคเตอร์พัฒนาขึ้นมาก ถึงแม้ว่าเราจะเปิดไฟในห้องสว่าง ก็ยังเห็นสไลด์ได้อย่างชัดเจน แต่เหตุผลสำคัญกว่านั้นคือ เราควรเน้นความสำคัญที่ผู้นำเสนอ ไม่ใช้ยกให้สไลด์นำเสนอเป็นตัวเด่นครับ เราจึงต้องเปิดไฟในห้องให้สว่างเพื่อให้ผู้ฟังเห็นผู้นำเสนอได้อย่างชัดเจน ถ้าเราปิดไฟในห้องแล้ว ผู้ชมก็จะไม่เห็นผู้นำเสนอ จะเห็นเฉพาะสไลด์นำเสนอเท่านั้น การที่เราปิดไฟในห้องเท่ากับบอกจิตใต้สำนึกของผู้ฟังว่า ได้เวลานอนแล้ว ดังนั้นอย่าแปลกใจนะครับ ถ้าปิดไฟแล้ว สักพัก ผู้ฟังเกินครึ่งห้องจะเริ่มหลับ!

ความเชื่อข้อสองคือเราควรแจกสไลด์พิมพ์บนกระดาษแก่ผู้ฟังก่อนการนำเสนอ ปัจจุบันผู้นำเสนอหลายคนไม่แจกสไลด์ให้ผู้ฟังแล้วครับ เพราะต้องการให้ผู้ฟังสนใจการนำเสนอหรือการบรรยายมากกว่านั่งอ่านกระดาษ เราอาจแจกเอกสารประกอบการบรรยายหลังจากที่นำเสนอเสร็จแล้วก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องแจกก่อนเสมอไปครับ   ความเชื่อข้อสามคือเราไม่ควรแสดงอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นระหว่างการนำเสนอ ความเชื่อข้อนี้ทำให้เกิด “พาวเวอร์พอยต์มรณะ” ซึ่งหมายถึงการนำเสนอที่น่าเบื่อหน่าย แห้งแล้ง ไร้สีสัน ไร้ชีวิตชีวา อย่าลืมนะครับว่า การนำเสนอคือการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกัน การแสดงอารมณ์ต่าง ๆ เป็นรูปแบบการสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้นผู้นำเสนอสามารถแสดงอารมณ์กระตือรือร้น ตื่นเต้น หรือสนุกกับการนำเสนออย่างพอเหมาะพอควรได้ครับ การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสมทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับการนำเสนอครับ ถ้าจะนำเสนออย่างแห้งแล้งแล้วละก็ แจกเอกสารให้ผู้ฟังไปนั่งอ่านเองดีกว่าครับ!

ความเชื่อข้อสี่คือการนำเสนอเก่งเกิดจากพรสวรรค์ นี่เป็นความเชื่อที่ผิดพลาดอย่างมากเพราะไม่มีใครหรอกครับที่นำเสนอเก่งตั้งแต่เกิด ผู้นำเสนอ อาจารย์ วิทยากร นักบรรยายที่เก่ง ๆ เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักและผ่านสนามมาแล้วอย่างโชกโชนทั้งนั้น คนเก่งจะมีประสบการณ์เรื่องการลองผิดลองถูก หน้าแตก หรือพบปัญหาระหว่างการนำเสนอทั้งสิ้น ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยพัฒนาฝีมือการนำเสนอของเรา ดังนั้น ถ้าเรายังนำเสนอไม่เก่งก็หาโอกาสฝึกการนำเสนอบ่อย ๆ ครับ สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกทักษะการนำเสนอ ผมขอแนะนำการนำเสนอที่เรียกว่าอิกไนต์ (Ignite) การนำเสนอแบบอิกไนต์จะแตกต่างจากการนำเสนอทั่วไปคือ อิกไนต์จะเน้นประสบการณ์ตรงของผู้เล่าหรือเรื่องเล่าที่สร้างแรงบันดาลใจ จะไม่ใช่การนำเสนอเชิงวิชาการซะทีเดียว แต่ความท้าทายที่แท้จริงของการนำเสนอแบบอิกไนต์คือ อิกไนต์กำหนดว่า ผู้นำเสนอจะต้องบรรยายโดยใช้สไลด์ทั้งหมด 20 สไลด์เท่านั้น โดยที่แต่ละสไลด์จะเลื่อนโดยอัตโนมัติทุกๆ 15 วินาที ดังนั้นแต่ละคนมีเวลานำเสนอทั้งหมด 300 วินาทีหรือ 5 นาทีเท่านั้น

ประโยชน์ที่ได้จากการนำเสนอแบบอิกไนต์คือ ผู้นำเสนอจะต้องเตรียมเนื้อหาและฝึกซ้อมมาอย่างดี เพราะการบรรยายสไลด์หนึ่งหน้าโดยใช้เวลาเพียง 15 วินาที เป็นเรื่องท้าทายมาก ถ้าไม่ฝึกซ้อมมาก่อน โอกาสที่พูดให้ทันภายใน 15 วินาทีจะทำได้ยากมาก ผู้นำเสนอต้องพูดอย่างกระชับ ไม่ยืดยาด อีกทั้งสไลด์ทั้งหมดจะใช้เวลาพูดเพียง 5 นาทีเท่านั้น ทำให้เราคำนวณเวลาทั้งหมดของการนำเสนอได้ ในกรณีที่มีผู้นำเสนอจำนวนมาก

ผมให้ลูกศิษย์นำเสนอแบบอิกไนต์แล้ว ลูกศิษย์หลายคนบอกว่า ชอบการนำเสนอแบบอิกไนต์มาก เพราะได้ฝึกทักษะการนำเสนอแบบสั้น กระชับ เมื่อผ่านการนำเสนอแบบอิกไนต์แล้ว ทำให้มีความมั่นใจในการนำเสนอมากขึ้น ถ้าท่านผู้อ่านอยากเห็นว่าการนำเสนอแบบอิกไนต์เป็นอย่างไร ก็ลองค้นหาวิดีโอการนำเสนอแบบอิกไนต์ซึ่งมีอยู่มากมายในยูทูบครับ.

***ภาพจาก www.learners.in.th

ธงชัย โรจน์กังสดาล  ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : นสพ.เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2556 เวลา 00:00 น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s